วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน พื้นฐานความปลอดภัยและการใช้งาน Smart Home

S.J.Building สรุปให้
- วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน เส้นทางเดินของกระแสไฟฟ้าที่ประกอบด้วยมิเตอร์ไฟฟ้า แผงควบคุมไฟฟ้า เซอร์กิตเบรกเกอร์ สายไฟ และเต้ารับ
- ไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านเรือนในประเทศไทยเป็น ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) แรงดัน 220 โวลต์ ความถี่ 50 เฮิรตซ์
- การติดตั้งระบบไฟฟ้าต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน วสท. และข้อกำหนดของการไฟฟ้านครหลวง (MEA) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)
- การแบ่งวงจรย่อยช่วยเพิ่มระดับการป้องกันอันตรายและความสะดวกในการซ่อมบำรุง
- ระบบ Smart Home สามารถทำงานร่วมกับวงจรไฟฟ้าภายในบ้านเดิมได้ โดยต้องเตรียมวงจรสำหรับอุปกรณ์ IoT และ Smart Panel
- ควรตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าอย่างน้อยปีละครั้ง และเรียกช่างไฟฟ้าเมื่อพบปัญหาที่เกินความสามารถ
วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน ระบบพื้นฐานที่ทุกบ้านต้องมี เพราะไฟฟ้าถูกใช้ในทุกกิจกรรมของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเปิดไฟให้สว่าง การใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ จนถึงระบบดูแลความเรียบร้อยของบ้าน การมีความรู้เรื่องวงจรไฟฟ้าช่วยให้ใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้สบายใจขึ้น
บทความนี้ S.J.Building จะอธิบายเรื่องระบบวงจรไฟฟ้าภายในบ้าน ตั้งแต่หลักการทำงานและส่วนประกอบต่าง ๆ จนถึงมาตรฐานการติดตั้ง การวางแผนออกแบบวงจรไฟฟ้า รวมถึงการเตรียมระบบสำหรับบ้าน Smart Home และวิธีดูแลแก้ไขปัญหาง่าย ๆ ที่พบได้บ่อยค่ะ
เลือกอ่านตามหัวข้อ
- S.J.Building สรุปให้
- วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน คืออะไร ?
- ส่วนประกอบของ วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน มีอะไรบ้าง ?
- มาตรฐานการเดินสายไฟฟ้าภายในบ้านที่ควรรู้
- จะออกแบบวงจรไฟฟ้าภายในบ้าน ได้อย่างไร ?
- ระบบ Smart Home มีผลต่อวงจรไฟฟ้าภายในบ้านไหม ?
- ปัญหาไฟฟ้าในบ้านที่พบบ่อยและแนวทางแก้ไข
- การดูแลรักษา วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน
- สรุป
วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน คืออะไร ?

วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน คือเส้นทางที่กระแสไฟฟ้าเดินทางจากแหล่งจ่ายไฟของการไฟฟ้า ผ่านเข้ามายังอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้าน และไหลกลับไปยังแหล่งจ่ายไฟเพื่อให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานได้ค่ะ ระบบส่วนใหญ่ในบ้านเป็นการต่อแบบขนาน ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชิ้นทำงานแยกจากกันได้อิสระ
การติดตั้งวงจรไฟฟ้าในบ้านที่ได้มาตรฐานตั้งแต่ต้น ช่วยให้การใช้งานราบรื่น ลดความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดฝัน และช่วยลดภาระการซ่อมแซมในระยะยาวได้อีกด้วย
หลักการทำงานของกระแสไฟฟ้าในบ้าน
กระแสไฟฟ้าที่เข้ามาในบ้านเดินทางจากสายไฟหลักของการไฟฟ้า ผ่านมิเตอร์วัดการใช้งาน และเข้ามายังแผงควบคุมไฟฟ้าหรือตู้คอนซูมเมอร์ยูนิตค่ะ
จากจุดนี้ กระแสไฟถูกแยกออกเป็นวงจรไฟฟ้าย่อย ๆ เพื่อส่งต่อไปยังปลั๊กไฟกับสวิตช์ตามจุดต่าง ๆ ทั่วบ้าน เมื่อเปิดสวิตช์ กระแสไฟฟ้าก็จะไหลเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้อุปกรณ์นั้น ๆ ทำงาน ในระบบวงจรไฟฟ้าประกอบด้วยสายไฟหลัก 3 ชนิด ทำหน้าที่แตกต่างกัน ดังนี้
| ชนิดสายไฟ | ชื่อเรียก | สีฉนวน (ตามมาตรฐาน) |
หน้าที่ |
|---|---|---|---|
|
L (Line) |
สายไฟ / สายเฟส | สีน้ำตาล | เป็นสายที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน |
| N (Neutral) | สายนิวทรัล | สีฟ้า | เป็นสายที่ไม่มีไฟ ทำหน้าที่ให้ไฟฟ้าไหลกลับครบวงจร |
| G (Ground) | สายดิน | สีเขียวแถบเหลือง | ทำหน้าที่นำกระแสไฟที่รั่วไหลลงสู่พื้นดิน |
ประเภทของไฟฟ้าที่ใช้ในบ้าน
ไฟฟ้าที่ใช้กันในบ้านเรือนทั่วไปของประเทศไทยเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Current หรือ AC) ที่มีแรงดันไฟฟ้า 220 โวลต์ และมีความถี่ 50 เฮิรตซ์ ระบบนี้สามารถส่งพลังงานไฟฟ้าไปในระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับระบบไฟฟ้าที่ติดตั้งในบ้าน แบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก ๆ ตามขนาดการใช้งาน ได้แก่
- ระบบไฟฟ้า 1 เฟส (Single Phase) ระบบที่ใช้ในบ้านพักอาศัยทั่วไป มีสายไฟเข้าบ้าน 2 เส้น (สาย L และสาย N) เพียงพอสำหรับการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้ามาตรฐานในครัวเรือน
- ระบบไฟฟ้า 3 เฟส (Three Phase) เหมาะสำหรับบ้านขนาดใหญ่ หรือบ้านที่มีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องการกำลังไฟสูงพร้อมกันหลายชิ้น ระบบนี้จะมีสายไฟเข้า 4 เส้น (สาย L 3 เส้น และสาย N 1 เส้น) เพื่อช่วยกระจายการใช้ไฟฟ้าให้สมดุล
ส่วนประกอบของ วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน มีอะไรบ้าง ?

ระบบวงจรไฟฟ้าภายในบ้าน ประกอบขึ้นจากอุปกรณ์หลายส่วนที่ทำงานร่วมกันเพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าไปทั่วทั้งบ้าน ได้แก่
- มิเตอร์ไฟฟ้า (Electric Meter) อุปกรณ์ที่การไฟฟ้าติดตั้งไว้เพื่อวัดปริมาณการใช้ไฟฟ้าของบ้าน และใช้คำนวณค่าไฟในแต่ละเดือน
- แผงควบคุมไฟฟ้า (Consumer Unit) หรือตู้ MDB ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางควบคุมการจ่ายไฟทั้งหมดในบ้าน ภายในมีเมนเบรกเกอร์สำหรับควบคุมไฟหลัก และเบรกเกอร์ย่อยสำหรับแยกวงจรไฟฟ้าตามจุดใช้งาน
- เซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) มีหน้าที่ตัดวงจรไฟฟ้าอัตโนมัติเมื่อมีกระแสไฟเกินหรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจร เพื่อช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและระบบสายไฟ
- สายไฟฟ้า (Electrical Wire) เส้นทางสำหรับส่งกระแสไฟฟ้าไปยังจุดต่าง ๆ ทั่วบ้าน สายไฟที่ใช้ต้องมีฉนวนหุ้มที่ได้มาตรฐาน เช่น สายชนิด THW หรือ VAF
- สวิตช์ไฟ (Switch) ใช้สำหรับเปิดหรือปิดวงจรไฟฟ้า เพื่อควบคุมการทำงานของหลอดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด
- เต้ารับและเต้าเสียบ (Socket Outlet & Plug) จุดเชื่อมต่อไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปที่เคลื่อนย้ายได้ เช่น พัดลมหรือโทรทัศน์
- อุปกรณ์ป้องกันไฟรั่ว (RCD/RCBO) อุปกรณ์เสริมที่ช่วยตัดกระแสไฟฟ้าทันทีเมื่อตรวจพบว่ามีไฟรั่วลงดิน ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกไฟฟ้าดูด
มาตรฐานการเดินสายไฟฟ้าภายในบ้านที่ควรรู้
การติดตั้งวงจรไฟฟ้าภายในบ้านต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อผู้อยู่อาศัยและทรัพย์สิน มาตรฐานหลักที่ใช้อ้างอิงในประเทศไทยคือ มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย (วสท.) ที่จัดทำขึ้นโดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ร่วมกับข้อกำหนดของการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)
หากคุณปรับปรุงบ้านที่มีการต่อเติมโครงสร้าง อย่าลืมตรวจสอบ กฎหมายต่อเติมบ้าน ควบคู่ไปกับมาตรฐานงานระบบไฟฟ้า เพื่อความถูกต้องและปลอดภัยด้วยค่ะ
ข้อกำหนดจากการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)
ข้อกำหนดของการไฟฟ้าฯ สอดคล้องกับมาตรฐาน วสท. โดยมีรายละเอียดที่ควรรู้ เช่น ขนาดของสายเมนกับสายของวงจรย่อยต้องสัมพันธ์กับขนาดมิเตอร์และเบรกเกอร์ ต้องมีการติดตั้งระบบสายดินที่ถูกต้อง ต้องแยกวงจรไฟฟ้าสำหรับแสงสว่างออกจากวงจรของเต้ารับ สำหรับบ้านที่มีสองชั้นขึ้นไป มีข้อกำหนดเพิ่มเติมดังนี้ค่ะ
- ต้องแยกวงจรย่อยอย่างน้อยชั้นละ 1 วงจร
- วงจรย่อยชั้นล่างควรแบ่งอย่างน้อย 3 วงจร คือ วงจรไฟฟ้าแสงสว่างภายใน วงจรเต้ารับภายใน และวงจรเต้ารับภายนอกอาคาร
ข้อบังคับเรื่องระบบสายดิน (Grounding)
ระบบสายดินเป็นส่วนที่กฎหมายบังคับให้ทุกบ้านต้องมี ตามมาตรฐาน วสท. กำหนดให้ต้องติดตั้งระบบสายดินที่เชื่อมต่อกับหลักดิน (Ground Rod) และใช้งานกับเต้ารับแบบ 3 ขา ระบบสายดินที่ถูกต้องจะช่วยนำกระแสไฟฟ้าที่อาจรั่วไหลลงสู่พื้นดิน ป้องกันไม่ให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายคนเมื่อสัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีปัญหา
บ้านพักอาศัยทั่วไป สายดินควรมีขนาด 4-10 ตร.มม. ส่วนหลักดินควรมีความยาวไม่น้อยกว่า 2.4 เมตร และติดตั้งโดยฝังลงไปในดินจนมีส่วนที่โผล่ขึ้นมาไม่เกิน 15 เซนติเมตรค่ะ
การเลือกชนิดและขนาดสายไฟ
การเลือกขนาดสายไฟให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ หลักการคือพิกัดการทนกระแสของสายไฟต้องไม่ต่ำกว่าขนาดพิกัดของเบรกเกอร์ที่ควบคุมวงจรนั้น เพื่อให้เบรกเกอร์ตัดการทำงานก่อนที่สายไฟอาจร้อนเกินไปจนเกิดความเสียหาย
สายไฟที่ใช้งานในบ้านทั่วไปคือสาย THW สำหรับเดินในท่อร้อยสายไฟ และสาย VAF สำหรับการเดินลอยติดผนัง โดยมีขนาดที่แนะนำตามประเภทการใช้งาน ดังนี้
| ประเภทวงจร | ขนาดสายไฟขั้นต่ำที่แนะนำ |
|---|---|
| วงจรแสงสว่าง | 1.5 ตร.มม. |
| วงจรเต้ารับทั่วไป | 2.5 ตร.มม. |
| เครื่องปรับอากาศ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังสูง | 4.0 ตร.มม. ขึ้นไป |
จะออกแบบวงจรไฟฟ้าภายในบ้าน ได้อย่างไร ?

การออกแบบวงจรไฟฟ้าภายในบ้านที่ดีต้องคำนึงถึงความสะดวกในการใช้งาน การป้องกันอันตราย และความยืดหยุ่นเพื่อรองรับการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมในอนาคต การวางแผนอย่างรอบคอบตั้งแต่แรก ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการแก้ไขภายหลัง และทำให้ระบบไฟฟ้าทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
หลักการพื้นฐานคือการแบ่งวงจรย่อยให้เหมาะสม เพื่อให้สามารถตัดไฟซ่อมบำรุงเป็นจุด ๆ ได้โดยไม่กระทบส่วนอื่นของบ้าน และยังช่วยกระจายโหลดไฟฟ้าให้สมดุล ไม่ให้วงจรไฟฟ้าเส้นใดเส้นหนึ่งต้องรับภาระหนักเกินไปค่ะ
ขั้นตอนการวางแผนวงจรไฟฟ้าเบื้องต้น
การวางแผนเริ่มต้นจากการสำรวจความต้องการใช้ไฟฟ้าของบ้าน โดยดูจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะใช้งานในแต่ละห้อง เพื่อนำมาคำนวณโหลดรวมและกำหนดจำนวนวงจรย่อยที่ต้องใช้ค่ะ
- สำรวจพื้นที่และกำหนดตำแหน่ง วางแผนตำแหน่งของสวิตช์ เต้ารับ และจุดติดตั้งดวงโคมในแต่ละห้อง
- คำนวณโหลดไฟฟ้า รวมกำลังไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดที่ต้องการใช้ เพื่อกำหนดขนาดมิเตอร์และเมนเบรกเกอร์
- แบ่งวงจรย่อย แยกวงจรตามประเภทการใช้งาน เช่น วงจรสำหรับแสงสว่าง วงจรสำหรับเต้ารับ และวงจรสำหรับเครื่องปรับอากาศ
- เลือกขนาดสายไฟและอุปกรณ์ เลือกขนาดสายไฟกับเบรกเกอร์ให้สอดคล้องกับปริมาณโหลดไฟฟ้าที่คำนวณได้
- เขียนแบบแปลนไฟฟ้า จัดทำแผนภาพของวงจรไฟฟ้าภายในบ้าน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการติดตั้งและสำหรับอ้างอิงในอนาคต
การออกแบบวงจรสำหรับห้องต่าง ๆ
แต่ละห้องในบ้านมีความต้องการใช้ไฟฟ้าไม่เหมือนกัน การออกแบบวงจรต้องพิจารณาจากลักษณะการใช้งานของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก เช่น
- ห้องนั่งเล่น ควรมีเต้ารับอย่างน้อย 4-6 จุด สำหรับทีวี เครื่องเสียง โคมไฟ และอุปกรณ์อื่น ๆ พร้อมสวิตช์ควบคุมไฟในหลายตำแหน่งเพื่อความสะดวก
- ห้องนอน ควรมีเต้ารับข้างเตียงทั้งสองฝั่ง มีสวิตช์ไฟที่ประตูและข้างเตียง และมีวงจรแยกสำหรับเครื่องปรับอากาศ
- ห้องครัว เป็นพื้นที่ที่ต้องการเต้ารับจำนวนมากสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า และควรมีวงจรแยกสำหรับอุปกรณ์ที่ใช้กำลังไฟสูง เช่น เตาไฟฟ้า หรือเตาอบ
- ห้องน้ำ ต้องติดตั้งเต้ารับที่มีฝาปิดกันน้ำ โดยให้อยู่ห่างจากบริเวณที่เปียกน้ำ และต้องมีอุปกรณ์ป้องกันไฟรั่ว (RCD)
วิธีคำนวณโหลดไฟฟ้าในบ้าน
การคำนวณโหลดไฟฟ้าขั้นตอนที่จำเป็นในการออกแบบวงจร โดยใช้หลักการที่ว่ากำลังไฟฟ้า (วัตต์) จะเท่ากับแรงดันไฟฟ้า (โวลต์) คูณกับกระแสไฟฟ้า (แอมแปร์)
- ขั้นตอนการคำนวณเริ่มจากการรวบรวมกำลังไฟฟ้า (วัตต์) ของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้นในบ้าน ดูได้จากป้ายข้อมูลบนตัวอุปกรณ์
- จากนั้นนำมาคำนวณหากระแสไฟฟ้าที่ใช้งาน เช่น เครื่องปรับอากาศ 12,000 BTU ที่ใช้ไฟประมาณ 1,200 วัตต์ จะใช้กระแสไฟฟ้า 5.45 แอมแปร์ (1,200 ÷ 220)
- แล้วบวกกระแสทั้งหมดของแต่ละวงจร เพื่อเลือกขนาดเบรกเกอร์และสายไฟที่ถูกต้อง
ระบบ Smart Home มีผลต่อวงจรไฟฟ้าภายในบ้านไหม ?

บ้านอัจฉริยะ หรือ Smart Home เป็นการใช้เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) เพื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ เข้ากับอินเทอร์เน็ต ทำให้สั่งการผ่านสมาร์ทโฟนหรือควบคุมด้วยเสียงได้สะดวก อุปกรณ์ที่ใช้งานกันบ่อย ๆ ก็มีหลอดไฟ ปลั๊กไฟ สวิตช์อัจฉริยะ กล้องวงจรปิด เซ็นเซอร์ตรวจจับต่าง ๆ และระบบล็อกประตูอัจฉริยะ
ระบบ Smart Home สามารถทำงานร่วมกับวงจรไฟฟ้าภายในบ้านที่มีอยู่เดิมได้ค่ะ ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มอุปกรณ์ควบคุมอัจฉริยะเข้าไปในระบบเดิม ไม่จำเป็นต้องรื้อวงจรไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด แต่สำหรับบ้านที่ต้องการติดตั้งระบบ Smart Home แบบเต็มรูปแบบ การวางแผนวงจรไฟฟ้าภายในบ้านให้พร้อมตั้งแต่ต้น ช่วยให้การติดตั้งราบรื่นและทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ
การเตรียมวงจรไฟฟ้าสำหรับ Smart Home
บ้านที่สร้างใหม่หรือกำลังปรับปรุง การเตรียมวงจรไฟฟ้าเผื่อไว้สำหรับระบบ Smart Home ทำให้การติดตั้งอุปกรณ์ในอนาคตสะดวกขึ้นมากค่ะ สิ่งที่ควรเตรียมมีดังนี้
- เดินสาย LAN หรือเตรียมท่อร้อยสายสำรองไว้ตามจุดต่าง ๆ สำหรับติดตั้งอุปกรณ์เครือข่ายและเซ็นเซอร์
- เตรียมเต้ารับเผื่อไว้ในจุดที่ต้องใช้อุปกรณ์อย่าง Smart Hub หรือ Router
- เลือกใช้สวิตช์ไฟที่มีสาย Neutral เพื่อให้รองรับการเปลี่ยนเป็นสวิตช์อัจฉริยะได้
- วางแผนจุดติดตั้ง Access Point หลาย ๆ จุด และติดตั้งระบบ Wi-Fi ที่มีสัญญาณแรงครอบคลุมทั่วถึงทั้งบ้าน
- พิจารณาติดตั้ง Smart Panel หรือแผงควบคุมไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อให้สามารถตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าและควบคุมวงจรต่าง ๆ ผ่านแอปพลิเคชันได้
ปัญหาไฟฟ้าในบ้านที่พบบ่อยและแนวทางแก้ไข

วงจรไฟฟ้าภายในบ้านเมื่อใช้งานไปนาน ๆ ก็อาจพบปัญหาต่าง ๆ ได้ค่ะ การสังเกตเห็นสัญญาณเตือนเหล่านี้และรู้วิธีรับมือเบื้องต้นช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ปัญหาที่พบได้บ่อยมีหลายลักษณะ ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยจนถึงเรื่องที่ต้องให้ช่างเข้ามาดูแลโดยตรง ได้แก่
| ปัญหาที่พบบ่อย | สาเหตุหลัก | แนวทางแก้ไขเบื้องต้น |
|---|---|---|
| ไฟตก | ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากพร้อมกัน หรืออยู่ห่างจากหม้อแปลง | ลดการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมกัน และติดตั้งเครื่องปรับแรงดันไฟฟ้า (Stabilizer) |
| ไฟฟ้าลัดวงจร | ฉนวนสายไฟชำรุดทำให้สายไฟสัมผัสกันโดยตรง | ถ้าเบรกเกอร์ตัดบ่อยครั้ง ควรติดต่อช่างเพื่อตรวจเช็คระบบวงจรไฟฟ้าทั้งหมด |
| ไฟฟ้ารั่ว | กระแสไฟไหลลงดินผ่านอุปกรณ์หรือสายไฟที่ชำรุด | ติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่ว (RCD) และหมั่นตรวจสอบสภาพเครื่องใช้ไฟฟ้า |
| เบรกเกอร์ตัดบ่อย | ใช้งานไฟฟ้าเกินกำลังของวงจร หรือตัวเบรกเกอร์เสื่อมสภาพ | ตรวจสอบปริมาณการใช้ไฟฟ้าในวงจรนั้น ๆ และพิจารณาแยกวงจรสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังสูง |
| หลอดไฟขาดเร็ว | เกิดจากไฟเกิน หรือการต่อสวิตช์ไฟที่สาย Neutral | เลือกใช้หลอดไฟที่มีคุณภาพ และตรวจดูการติดตั้งสวิตช์ให้ถูกต้อง |
การปรับปรุงวงจรไฟฟ้าภายในบ้านเพื่อการใช้งานที่ดีขึ้น
บ้านที่มีอายุการใช้งานมานาน โดยเฉพาะเกิน 15-20 ปีขึ้นไป การปรับปรุงระบบวงจรไฟฟ้าภายในบ้านถือเป็นการลงทุนที่ช่วยเพิ่มความอุ่นใจในการอยู่อาศัยค่ะ เพราะระบบไฟฟ้าเก่าอาจไม่รองรับเครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่ที่ต้องการกำลังไฟสูง และยังช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดฝันได้อีกด้วย
หากคุณกำลังพิจารณาปรับปรุงระบบไฟฟ้าครั้งใหญ่ โดยเฉพาะบ้านเก่าที่มีแผนจะซ่อมแซมโครงสร้างอื่น ๆ ด้วย การเรียกใช้บริการ รับเหมาต่อเติม จากผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้คุณวางแผนระบบไฟใหม่ไปพร้อมกับการตกแต่งได้ลงตัว ประหยัดเวลาและงบประมาณในระยะยาวค่ะ
การปรับระบบเพื่อเสริมการป้องกัน
การปรับปรุงระบบไฟฟ้าเพื่อเสริมการป้องกันให้ครอบคลุมขึ้น สามารถทำได้หลายส่วนประกอบกัน ได้แก่
- ติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่ว (RCD/RCBO) ในทุกวงจรเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าช็อต
- ปรับปรุงระบบสายดินให้ได้มาตรฐานตามข้อกำหนด
- เปลี่ยนตู้ควบคุมไฟฟ้า (Consumer Unit) จากรุ่นเก่าเป็นรุ่นที่ทันสมัยและรองรับเบรกเกอร์ได้ดีขึ้น
- เปลี่ยนสายไฟเก่าที่ฉนวนเริ่มเสื่อมสภาพเป็นสายไฟใหม่ที่ได้มาตรฐาน
- แยกวงจรไฟฟ้าเฉพาะสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กำลังไฟสูง เช่น เครื่องปรับอากาศ หรือเครื่องทำน้ำอุ่น
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
นอกจากการเสริมเกราะป้องกันแล้ว การปรับปรุงระบบไฟฟ้ายังช่วยให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เช่น
- เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟแบบ LED ที่ให้แสงสว่างเท่าเดิมแต่ใช้พลังงานน้อยลง
- ติดตั้งอุปกรณ์ตั้งเวลา (Timer) กับเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว (Motion Sensor) เพื่อเปิด-ปิดไฟอัตโนมัติในพื้นที่ที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน
- ใช้ Smart Plug เพื่อช่วยควบคุมและตรวจสอบการใช้พลังงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชิ้น
- พิจารณาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง
- เลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5
การดูแลรักษา วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน

การดูแลรักษาวงจรไฟฟ้าภายในบ้านอย่างสม่ำเสมอเป็นเรื่องที่ควรทำ เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างราบรื่นและมีอายุการใช้งานที่นานขึ้น แนะนำให้ตรวจสอบระบบไฟฟ้าอย่างน้อยปีละครั้ง หรือตรวจสอบทันทีเมื่อพบสิ่งผิดปกติค่ะ
สิ่งที่ควรตรวจเช็คเป็นประจำ
- ตู้ Consumer Unit ควรสะอาด ไม่มีฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอมเกาะติด
- ทดสอบการทำงานของเบรกเกอร์กันดูด (RCD) ด้วยการกดปุ่ม Test เป็นประจำทุกเดือน
- สังเกตสวิตช์และเต้ารับ ถ้ามีรอยไหม้ มีเสียงแปลก ๆ หรือรู้สึกร้อนเมื่อสัมผัส ควรตรวจสอบ
- ตรวจดูสภาพสายไฟที่มองเห็นได้ภายนอก ว่ามีร่องรอยชำรุด แตกหัก หรือมีร่องรอยสัตว์กัดแทะหรือไม่
- ทำความสะอาดพัดลมระบายอากาศในอุปกรณ์ไฟฟ้า เพื่อช่วยระบายความร้อนสะสม
เมื่อไหร่ที่ต้องเรียกช่างไฟฟ้า ?
งานซ่อมแซมเล็กน้อย เช่น การเปลี่ยนหลอดไฟหรือสวิตช์บางชิ้น สามารถทำเองได้ แต่มีบางสถานการณ์ที่ควรเรียกช่างไฟฟ้ามาดูแลเพื่อความเรียบร้อย เช่น
- เบรกเกอร์ตัดบ่อยครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีกลิ่นไหม้ออกมาจากบริเวณปลั๊กไฟ สวิตช์ หรือตู้ควบคุมไฟฟ้า
- เห็นประกายไฟตอนเสียบหรือถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า
- รู้สึกเหมือนโดนไฟดูดเบา ๆ ตอนสัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือผนังบ้าน
- เมื่อต้องการติดตั้งวงจรไฟฟ้าเพิ่ม เดินสายไฟใหม่ หรือปรับปรุงระบบวงจรไฟฟ้าภายในบ้าน
- กรณีที่ต้องการขอเพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า
การเลือกช่างไฟฟ้าที่มีใบประกอบวิชาชีพและมีประสบการณ์ ช่วยให้งานติดตั้งกับซ่อมแซมเป็นไปตามมาตรฐาน สำหรับกรณีฉุกเฉินทางไฟฟ้า สามารถติดต่อการไฟฟ้านครหลวงได้ที่เบอร์ 1130 หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่เบอร์ 1129 ค่ะ
อ่านเพิ่มเติม: สร้างบ้าน 1 หลัง ใช้ช่างอะไรบ้าง ช่างไฟฟ้าทำงานกับช่างส่วนอื่นอย่างไร ?
สรุป
วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน ระบบพื้นฐานที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในทุก ๆ วันค่ะ การเรียนรู้หลักการทำงาน ส่วนประกอบต่าง ๆ และมาตรฐานการติดตั้ง ช่วยให้การใช้ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพพร้อมกับลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้
การวางแผนระบบไฟฟ้าให้พร้อมสำหรับ Smart Home ตั้งแต่แรก ช่วยให้การต่อเติมหรือปรับปรุงบ้านในอนาคตทำได้สะดวกขึ้น
การป้องกันอันตรายจากไฟฟ้า ถ้าไม่แน่ใจในการจัดการระบบไฟฟ้าด้วยตัวเอง ควรปรึกษาหรือว่าจ้างช่างไฟฟ้าที่มีความรู้ความสามารถโดยตรง เพราะการลงทุนติดตั้งวงจรไฟฟ้าภายในบ้านให้ได้มาตรฐาน เป็นการสร้างเกราะป้องกันให้กับครอบครัวและทรัพย์สินในระยะยาวค่ะ


