แชร์

วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน พื้นฐานความปลอดภัยและการใช้งาน Smart Home

อัพเดทล่าสุด: 7 ม.ค. 2026
301 ผู้เข้าชม

S.J.Building สรุปให้

  • วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน เส้นทางเดินของกระแสไฟฟ้าที่ประกอบด้วยมิเตอร์ไฟฟ้า แผงควบคุมไฟฟ้า เซอร์กิตเบรกเกอร์ สายไฟ และเต้ารับ
  • ไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านเรือนในประเทศไทยเป็น ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) แรงดัน 220 โวลต์ ความถี่ 50 เฮิรตซ์
  • การติดตั้งระบบไฟฟ้าต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน วสท. และข้อกำหนดของการไฟฟ้านครหลวง (MEA) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)
  • การแบ่งวงจรย่อยช่วยเพิ่มระดับการป้องกันอันตรายและความสะดวกในการซ่อมบำรุง
  • ระบบ Smart Home สามารถทำงานร่วมกับวงจรไฟฟ้าภายในบ้านเดิมได้ โดยต้องเตรียมวงจรสำหรับอุปกรณ์ IoT และ Smart Panel
  • ควรตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าอย่างน้อยปีละครั้ง และเรียกช่างไฟฟ้าเมื่อพบปัญหาที่เกินความสามารถ

วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน ระบบพื้นฐานที่ทุกบ้านต้องมี เพราะไฟฟ้าถูกใช้ในทุกกิจกรรมของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเปิดไฟให้สว่าง การใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ จนถึงระบบดูแลความเรียบร้อยของบ้าน การมีความรู้เรื่องวงจรไฟฟ้าช่วยให้ใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้สบายใจขึ้น

บทความนี้ S.J.Building จะอธิบายเรื่องระบบวงจรไฟฟ้าภายในบ้าน ตั้งแต่หลักการทำงานและส่วนประกอบต่าง ๆ จนถึงมาตรฐานการติดตั้ง การวางแผนออกแบบวงจรไฟฟ้า รวมถึงการเตรียมระบบสำหรับบ้าน Smart Home และวิธีดูแลแก้ไขปัญหาง่าย ๆ ที่พบได้บ่อยค่ะ

เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน คืออะไร ?

วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน คือเส้นทางที่กระแสไฟฟ้าเดินทางจากแหล่งจ่ายไฟของการไฟฟ้า ผ่านเข้ามายังอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้าน และไหลกลับไปยังแหล่งจ่ายไฟเพื่อให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานได้ค่ะ ระบบส่วนใหญ่ในบ้านเป็นการต่อแบบขนาน ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชิ้นทำงานแยกจากกันได้อิสระ

การติดตั้งวงจรไฟฟ้าในบ้านที่ได้มาตรฐานตั้งแต่ต้น ช่วยให้การใช้งานราบรื่น ลดความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดฝัน และช่วยลดภาระการซ่อมแซมในระยะยาวได้อีกด้วย

หลักการทำงานของกระแสไฟฟ้าในบ้าน

กระแสไฟฟ้าที่เข้ามาในบ้านเดินทางจากสายไฟหลักของการไฟฟ้า ผ่านมิเตอร์วัดการใช้งาน และเข้ามายังแผงควบคุมไฟฟ้าหรือตู้คอนซูมเมอร์ยูนิตค่ะ

จากจุดนี้ กระแสไฟถูกแยกออกเป็นวงจรไฟฟ้าย่อย ๆ เพื่อส่งต่อไปยังปลั๊กไฟกับสวิตช์ตามจุดต่าง ๆ ทั่วบ้าน เมื่อเปิดสวิตช์ กระแสไฟฟ้าก็จะไหลเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้อุปกรณ์นั้น ๆ ทำงาน ในระบบวงจรไฟฟ้าประกอบด้วยสายไฟหลัก 3 ชนิด ทำหน้าที่แตกต่างกัน ดังนี้

ชนิดสายไฟ ชื่อเรียก สีฉนวน
(ตามมาตรฐาน)
หน้าที่

L (Line)

สายไฟ / สายเฟส สีน้ำตาล เป็นสายที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน
N (Neutral) สายนิวทรัล สีฟ้า เป็นสายที่ไม่มีไฟ ทำหน้าที่ให้ไฟฟ้าไหลกลับครบวงจร
G (Ground) สายดิน สีเขียวแถบเหลือง ทำหน้าที่นำกระแสไฟที่รั่วไหลลงสู่พื้นดิน

ประเภทของไฟฟ้าที่ใช้ในบ้าน

ไฟฟ้าที่ใช้กันในบ้านเรือนทั่วไปของประเทศไทยเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Current หรือ AC) ที่มีแรงดันไฟฟ้า 220 โวลต์ และมีความถี่ 50 เฮิรตซ์ ระบบนี้สามารถส่งพลังงานไฟฟ้าไปในระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับระบบไฟฟ้าที่ติดตั้งในบ้าน แบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก ๆ ตามขนาดการใช้งาน ได้แก่

  • ระบบไฟฟ้า 1 เฟส (Single Phase) ระบบที่ใช้ในบ้านพักอาศัยทั่วไป มีสายไฟเข้าบ้าน 2 เส้น (สาย L และสาย N) เพียงพอสำหรับการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้ามาตรฐานในครัวเรือน
  • ระบบไฟฟ้า 3 เฟส (Three Phase) เหมาะสำหรับบ้านขนาดใหญ่ หรือบ้านที่มีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องการกำลังไฟสูงพร้อมกันหลายชิ้น ระบบนี้จะมีสายไฟเข้า 4 เส้น (สาย L 3 เส้น และสาย N 1 เส้น) เพื่อช่วยกระจายการใช้ไฟฟ้าให้สมดุล

 

ส่วนประกอบของ วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน มีอะไรบ้าง ?

ระบบวงจรไฟฟ้าภายในบ้าน ประกอบขึ้นจากอุปกรณ์หลายส่วนที่ทำงานร่วมกันเพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าไปทั่วทั้งบ้าน ได้แก่

  1. มิเตอร์ไฟฟ้า (Electric Meter) อุปกรณ์ที่การไฟฟ้าติดตั้งไว้เพื่อวัดปริมาณการใช้ไฟฟ้าของบ้าน และใช้คำนวณค่าไฟในแต่ละเดือน
  2. แผงควบคุมไฟฟ้า (Consumer Unit) หรือตู้ MDB ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางควบคุมการจ่ายไฟทั้งหมดในบ้าน ภายในมีเมนเบรกเกอร์สำหรับควบคุมไฟหลัก และเบรกเกอร์ย่อยสำหรับแยกวงจรไฟฟ้าตามจุดใช้งาน
  3. เซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) มีหน้าที่ตัดวงจรไฟฟ้าอัตโนมัติเมื่อมีกระแสไฟเกินหรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจร เพื่อช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและระบบสายไฟ
  4. สายไฟฟ้า (Electrical Wire) เส้นทางสำหรับส่งกระแสไฟฟ้าไปยังจุดต่าง ๆ ทั่วบ้าน สายไฟที่ใช้ต้องมีฉนวนหุ้มที่ได้มาตรฐาน เช่น สายชนิด THW หรือ VAF
  5. สวิตช์ไฟ (Switch) ใช้สำหรับเปิดหรือปิดวงจรไฟฟ้า เพื่อควบคุมการทำงานของหลอดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด
  6. เต้ารับและเต้าเสียบ (Socket Outlet & Plug) จุดเชื่อมต่อไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปที่เคลื่อนย้ายได้ เช่น พัดลมหรือโทรทัศน์
  7. อุปกรณ์ป้องกันไฟรั่ว (RCD/RCBO) อุปกรณ์เสริมที่ช่วยตัดกระแสไฟฟ้าทันทีเมื่อตรวจพบว่ามีไฟรั่วลงดิน ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกไฟฟ้าดูด

 

มาตรฐานการเดินสายไฟฟ้าภายในบ้านที่ควรรู้

การติดตั้งวงจรไฟฟ้าภายในบ้านต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อผู้อยู่อาศัยและทรัพย์สิน มาตรฐานหลักที่ใช้อ้างอิงในประเทศไทยคือ มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย (วสท.) ที่จัดทำขึ้นโดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ร่วมกับข้อกำหนดของการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)

หากคุณปรับปรุงบ้านที่มีการต่อเติมโครงสร้าง อย่าลืมตรวจสอบ กฎหมายต่อเติมบ้าน ควบคู่ไปกับมาตรฐานงานระบบไฟฟ้า เพื่อความถูกต้องและปลอดภัยด้วยค่ะ

ข้อกำหนดจากการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)

ข้อกำหนดของการไฟฟ้าฯ สอดคล้องกับมาตรฐาน วสท. โดยมีรายละเอียดที่ควรรู้ เช่น ขนาดของสายเมนกับสายของวงจรย่อยต้องสัมพันธ์กับขนาดมิเตอร์และเบรกเกอร์ ต้องมีการติดตั้งระบบสายดินที่ถูกต้อง ต้องแยกวงจรไฟฟ้าสำหรับแสงสว่างออกจากวงจรของเต้ารับ สำหรับบ้านที่มีสองชั้นขึ้นไป มีข้อกำหนดเพิ่มเติมดังนี้ค่ะ

  • ต้องแยกวงจรย่อยอย่างน้อยชั้นละ 1 วงจร
  • วงจรย่อยชั้นล่างควรแบ่งอย่างน้อย 3 วงจร คือ วงจรไฟฟ้าแสงสว่างภายใน วงจรเต้ารับภายใน และวงจรเต้ารับภายนอกอาคาร

ข้อบังคับเรื่องระบบสายดิน (Grounding)

ระบบสายดินเป็นส่วนที่กฎหมายบังคับให้ทุกบ้านต้องมี ตามมาตรฐาน วสท. กำหนดให้ต้องติดตั้งระบบสายดินที่เชื่อมต่อกับหลักดิน (Ground Rod) และใช้งานกับเต้ารับแบบ 3 ขา ระบบสายดินที่ถูกต้องจะช่วยนำกระแสไฟฟ้าที่อาจรั่วไหลลงสู่พื้นดิน ป้องกันไม่ให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายคนเมื่อสัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีปัญหา

บ้านพักอาศัยทั่วไป สายดินควรมีขนาด 4-10 ตร.มม. ส่วนหลักดินควรมีความยาวไม่น้อยกว่า 2.4 เมตร และติดตั้งโดยฝังลงไปในดินจนมีส่วนที่โผล่ขึ้นมาไม่เกิน 15 เซนติเมตรค่ะ

การเลือกชนิดและขนาดสายไฟ

การเลือกขนาดสายไฟให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ หลักการคือพิกัดการทนกระแสของสายไฟต้องไม่ต่ำกว่าขนาดพิกัดของเบรกเกอร์ที่ควบคุมวงจรนั้น เพื่อให้เบรกเกอร์ตัดการทำงานก่อนที่สายไฟอาจร้อนเกินไปจนเกิดความเสียหาย

สายไฟที่ใช้งานในบ้านทั่วไปคือสาย THW สำหรับเดินในท่อร้อยสายไฟ และสาย VAF สำหรับการเดินลอยติดผนัง โดยมีขนาดที่แนะนำตามประเภทการใช้งาน ดังนี้

ประเภทวงจร ขนาดสายไฟขั้นต่ำที่แนะนำ
วงจรแสงสว่าง 1.5 ตร.มม.
วงจรเต้ารับทั่วไป 2.5 ตร.มม.
เครื่องปรับอากาศ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังสูง 4.0 ตร.มม. ขึ้นไป

 

จะออกแบบวงจรไฟฟ้าภายในบ้าน ได้อย่างไร ?

การออกแบบวงจรไฟฟ้าภายในบ้านที่ดีต้องคำนึงถึงความสะดวกในการใช้งาน การป้องกันอันตราย และความยืดหยุ่นเพื่อรองรับการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมในอนาคต การวางแผนอย่างรอบคอบตั้งแต่แรก ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการแก้ไขภายหลัง และทำให้ระบบไฟฟ้าทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

หลักการพื้นฐานคือการแบ่งวงจรย่อยให้เหมาะสม เพื่อให้สามารถตัดไฟซ่อมบำรุงเป็นจุด ๆ ได้โดยไม่กระทบส่วนอื่นของบ้าน และยังช่วยกระจายโหลดไฟฟ้าให้สมดุล ไม่ให้วงจรไฟฟ้าเส้นใดเส้นหนึ่งต้องรับภาระหนักเกินไปค่ะ

ขั้นตอนการวางแผนวงจรไฟฟ้าเบื้องต้น

การวางแผนเริ่มต้นจากการสำรวจความต้องการใช้ไฟฟ้าของบ้าน โดยดูจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะใช้งานในแต่ละห้อง เพื่อนำมาคำนวณโหลดรวมและกำหนดจำนวนวงจรย่อยที่ต้องใช้ค่ะ

  1. สำรวจพื้นที่และกำหนดตำแหน่ง วางแผนตำแหน่งของสวิตช์ เต้ารับ และจุดติดตั้งดวงโคมในแต่ละห้อง
  2. คำนวณโหลดไฟฟ้า รวมกำลังไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดที่ต้องการใช้ เพื่อกำหนดขนาดมิเตอร์และเมนเบรกเกอร์
  3. แบ่งวงจรย่อย แยกวงจรตามประเภทการใช้งาน เช่น วงจรสำหรับแสงสว่าง วงจรสำหรับเต้ารับ และวงจรสำหรับเครื่องปรับอากาศ
  4. เลือกขนาดสายไฟและอุปกรณ์ เลือกขนาดสายไฟกับเบรกเกอร์ให้สอดคล้องกับปริมาณโหลดไฟฟ้าที่คำนวณได้
  5. เขียนแบบแปลนไฟฟ้า จัดทำแผนภาพของวงจรไฟฟ้าภายในบ้าน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการติดตั้งและสำหรับอ้างอิงในอนาคต

การออกแบบวงจรสำหรับห้องต่าง ๆ

แต่ละห้องในบ้านมีความต้องการใช้ไฟฟ้าไม่เหมือนกัน การออกแบบวงจรต้องพิจารณาจากลักษณะการใช้งานของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก เช่น

  • ห้องนั่งเล่น ควรมีเต้ารับอย่างน้อย 4-6 จุด สำหรับทีวี เครื่องเสียง โคมไฟ และอุปกรณ์อื่น ๆ พร้อมสวิตช์ควบคุมไฟในหลายตำแหน่งเพื่อความสะดวก
  • ห้องนอน ควรมีเต้ารับข้างเตียงทั้งสองฝั่ง มีสวิตช์ไฟที่ประตูและข้างเตียง และมีวงจรแยกสำหรับเครื่องปรับอากาศ
  • ห้องครัว เป็นพื้นที่ที่ต้องการเต้ารับจำนวนมากสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า และควรมีวงจรแยกสำหรับอุปกรณ์ที่ใช้กำลังไฟสูง เช่น เตาไฟฟ้า หรือเตาอบ
  • ห้องน้ำ ต้องติดตั้งเต้ารับที่มีฝาปิดกันน้ำ โดยให้อยู่ห่างจากบริเวณที่เปียกน้ำ และต้องมีอุปกรณ์ป้องกันไฟรั่ว (RCD)

วิธีคำนวณโหลดไฟฟ้าในบ้าน

การคำนวณโหลดไฟฟ้าขั้นตอนที่จำเป็นในการออกแบบวงจร โดยใช้หลักการที่ว่ากำลังไฟฟ้า (วัตต์) จะเท่ากับแรงดันไฟฟ้า (โวลต์) คูณกับกระแสไฟฟ้า (แอมแปร์)

  1. ขั้นตอนการคำนวณเริ่มจากการรวบรวมกำลังไฟฟ้า (วัตต์) ของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้นในบ้าน ดูได้จากป้ายข้อมูลบนตัวอุปกรณ์
  2. จากนั้นนำมาคำนวณหากระแสไฟฟ้าที่ใช้งาน เช่น เครื่องปรับอากาศ 12,000 BTU ที่ใช้ไฟประมาณ 1,200 วัตต์ จะใช้กระแสไฟฟ้า 5.45 แอมแปร์ (1,200 ÷ 220)
  3. แล้วบวกกระแสทั้งหมดของแต่ละวงจร เพื่อเลือกขนาดเบรกเกอร์และสายไฟที่ถูกต้อง

 

ระบบ Smart Home มีผลต่อวงจรไฟฟ้าภายในบ้านไหม ?

บ้านอัจฉริยะ หรือ Smart Home เป็นการใช้เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) เพื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ เข้ากับอินเทอร์เน็ต ทำให้สั่งการผ่านสมาร์ทโฟนหรือควบคุมด้วยเสียงได้สะดวก อุปกรณ์ที่ใช้งานกันบ่อย ๆ ก็มีหลอดไฟ ปลั๊กไฟ สวิตช์อัจฉริยะ กล้องวงจรปิด เซ็นเซอร์ตรวจจับต่าง ๆ และระบบล็อกประตูอัจฉริยะ

ระบบ Smart Home สามารถทำงานร่วมกับวงจรไฟฟ้าภายในบ้านที่มีอยู่เดิมได้ค่ะ ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มอุปกรณ์ควบคุมอัจฉริยะเข้าไปในระบบเดิม ไม่จำเป็นต้องรื้อวงจรไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด แต่สำหรับบ้านที่ต้องการติดตั้งระบบ Smart Home แบบเต็มรูปแบบ การวางแผนวงจรไฟฟ้าภายในบ้านให้พร้อมตั้งแต่ต้น ช่วยให้การติดตั้งราบรื่นและทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ

การเตรียมวงจรไฟฟ้าสำหรับ Smart Home

บ้านที่สร้างใหม่หรือกำลังปรับปรุง การเตรียมวงจรไฟฟ้าเผื่อไว้สำหรับระบบ Smart Home ทำให้การติดตั้งอุปกรณ์ในอนาคตสะดวกขึ้นมากค่ะ สิ่งที่ควรเตรียมมีดังนี้

  • เดินสาย LAN หรือเตรียมท่อร้อยสายสำรองไว้ตามจุดต่าง ๆ สำหรับติดตั้งอุปกรณ์เครือข่ายและเซ็นเซอร์
  • เตรียมเต้ารับเผื่อไว้ในจุดที่ต้องใช้อุปกรณ์อย่าง Smart Hub หรือ Router
  • เลือกใช้สวิตช์ไฟที่มีสาย Neutral เพื่อให้รองรับการเปลี่ยนเป็นสวิตช์อัจฉริยะได้
  • วางแผนจุดติดตั้ง Access Point หลาย ๆ จุด และติดตั้งระบบ Wi-Fi ที่มีสัญญาณแรงครอบคลุมทั่วถึงทั้งบ้าน
  • พิจารณาติดตั้ง Smart Panel หรือแผงควบคุมไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อให้สามารถตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าและควบคุมวงจรต่าง ๆ ผ่านแอปพลิเคชันได้

 

ปัญหาไฟฟ้าในบ้านที่พบบ่อยและแนวทางแก้ไข

วงจรไฟฟ้าภายในบ้านเมื่อใช้งานไปนาน ๆ ก็อาจพบปัญหาต่าง ๆ ได้ค่ะ การสังเกตเห็นสัญญาณเตือนเหล่านี้และรู้วิธีรับมือเบื้องต้นช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ปัญหาที่พบได้บ่อยมีหลายลักษณะ ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยจนถึงเรื่องที่ต้องให้ช่างเข้ามาดูแลโดยตรง ได้แก่

ปัญหาที่พบบ่อย สาเหตุหลัก แนวทางแก้ไขเบื้องต้น
ไฟตก ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากพร้อมกัน หรืออยู่ห่างจากหม้อแปลง ลดการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมกัน และติดตั้งเครื่องปรับแรงดันไฟฟ้า (Stabilizer)
ไฟฟ้าลัดวงจร ฉนวนสายไฟชำรุดทำให้สายไฟสัมผัสกันโดยตรง ถ้าเบรกเกอร์ตัดบ่อยครั้ง ควรติดต่อช่างเพื่อตรวจเช็คระบบวงจรไฟฟ้าทั้งหมด
ไฟฟ้ารั่ว กระแสไฟไหลลงดินผ่านอุปกรณ์หรือสายไฟที่ชำรุด ติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่ว (RCD) และหมั่นตรวจสอบสภาพเครื่องใช้ไฟฟ้า
เบรกเกอร์ตัดบ่อย ใช้งานไฟฟ้าเกินกำลังของวงจร หรือตัวเบรกเกอร์เสื่อมสภาพ ตรวจสอบปริมาณการใช้ไฟฟ้าในวงจรนั้น ๆ และพิจารณาแยกวงจรสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังสูง
หลอดไฟขาดเร็ว เกิดจากไฟเกิน หรือการต่อสวิตช์ไฟที่สาย Neutral เลือกใช้หลอดไฟที่มีคุณภาพ และตรวจดูการติดตั้งสวิตช์ให้ถูกต้อง

การปรับปรุงวงจรไฟฟ้าภายในบ้านเพื่อการใช้งานที่ดีขึ้น

บ้านที่มีอายุการใช้งานมานาน โดยเฉพาะเกิน 15-20 ปีขึ้นไป การปรับปรุงระบบวงจรไฟฟ้าภายในบ้านถือเป็นการลงทุนที่ช่วยเพิ่มความอุ่นใจในการอยู่อาศัยค่ะ เพราะระบบไฟฟ้าเก่าอาจไม่รองรับเครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่ที่ต้องการกำลังไฟสูง และยังช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดฝันได้อีกด้วย

หากคุณกำลังพิจารณาปรับปรุงระบบไฟฟ้าครั้งใหญ่ โดยเฉพาะบ้านเก่าที่มีแผนจะซ่อมแซมโครงสร้างอื่น ๆ ด้วย การเรียกใช้บริการ รับเหมาต่อเติม จากผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้คุณวางแผนระบบไฟใหม่ไปพร้อมกับการตกแต่งได้ลงตัว ประหยัดเวลาและงบประมาณในระยะยาวค่ะ

การปรับระบบเพื่อเสริมการป้องกัน

การปรับปรุงระบบไฟฟ้าเพื่อเสริมการป้องกันให้ครอบคลุมขึ้น สามารถทำได้หลายส่วนประกอบกัน ได้แก่

  • ติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่ว (RCD/RCBO) ในทุกวงจรเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าช็อต
  • ปรับปรุงระบบสายดินให้ได้มาตรฐานตามข้อกำหนด
  • เปลี่ยนตู้ควบคุมไฟฟ้า (Consumer Unit) จากรุ่นเก่าเป็นรุ่นที่ทันสมัยและรองรับเบรกเกอร์ได้ดีขึ้น
  • เปลี่ยนสายไฟเก่าที่ฉนวนเริ่มเสื่อมสภาพเป็นสายไฟใหม่ที่ได้มาตรฐาน
  • แยกวงจรไฟฟ้าเฉพาะสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กำลังไฟสูง เช่น เครื่องปรับอากาศ หรือเครื่องทำน้ำอุ่น

แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

นอกจากการเสริมเกราะป้องกันแล้ว การปรับปรุงระบบไฟฟ้ายังช่วยให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เช่น

  • เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟแบบ LED ที่ให้แสงสว่างเท่าเดิมแต่ใช้พลังงานน้อยลง
  • ติดตั้งอุปกรณ์ตั้งเวลา (Timer) กับเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว (Motion Sensor) เพื่อเปิด-ปิดไฟอัตโนมัติในพื้นที่ที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน
  • ใช้ Smart Plug เพื่อช่วยควบคุมและตรวจสอบการใช้พลังงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชิ้น
  • พิจารณาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง
  • เลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5

 

การดูแลรักษา วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน

การดูแลรักษาวงจรไฟฟ้าภายในบ้านอย่างสม่ำเสมอเป็นเรื่องที่ควรทำ เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างราบรื่นและมีอายุการใช้งานที่นานขึ้น แนะนำให้ตรวจสอบระบบไฟฟ้าอย่างน้อยปีละครั้ง หรือตรวจสอบทันทีเมื่อพบสิ่งผิดปกติค่ะ

สิ่งที่ควรตรวจเช็คเป็นประจำ

  • ตู้ Consumer Unit ควรสะอาด ไม่มีฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอมเกาะติด
  • ทดสอบการทำงานของเบรกเกอร์กันดูด (RCD) ด้วยการกดปุ่ม Test เป็นประจำทุกเดือน
  • สังเกตสวิตช์และเต้ารับ ถ้ามีรอยไหม้ มีเสียงแปลก ๆ หรือรู้สึกร้อนเมื่อสัมผัส ควรตรวจสอบ
  • ตรวจดูสภาพสายไฟที่มองเห็นได้ภายนอก ว่ามีร่องรอยชำรุด แตกหัก หรือมีร่องรอยสัตว์กัดแทะหรือไม่
  • ทำความสะอาดพัดลมระบายอากาศในอุปกรณ์ไฟฟ้า เพื่อช่วยระบายความร้อนสะสม

เมื่อไหร่ที่ต้องเรียกช่างไฟฟ้า ?

งานซ่อมแซมเล็กน้อย เช่น การเปลี่ยนหลอดไฟหรือสวิตช์บางชิ้น สามารถทำเองได้ แต่มีบางสถานการณ์ที่ควรเรียกช่างไฟฟ้ามาดูแลเพื่อความเรียบร้อย เช่น

  • เบรกเกอร์ตัดบ่อยครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีกลิ่นไหม้ออกมาจากบริเวณปลั๊กไฟ สวิตช์ หรือตู้ควบคุมไฟฟ้า
  • เห็นประกายไฟตอนเสียบหรือถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า
  • รู้สึกเหมือนโดนไฟดูดเบา ๆ ตอนสัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือผนังบ้าน
  • เมื่อต้องการติดตั้งวงจรไฟฟ้าเพิ่ม เดินสายไฟใหม่ หรือปรับปรุงระบบวงจรไฟฟ้าภายในบ้าน
  • กรณีที่ต้องการขอเพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า

การเลือกช่างไฟฟ้าที่มีใบประกอบวิชาชีพและมีประสบการณ์ ช่วยให้งานติดตั้งกับซ่อมแซมเป็นไปตามมาตรฐาน สำหรับกรณีฉุกเฉินทางไฟฟ้า สามารถติดต่อการไฟฟ้านครหลวงได้ที่เบอร์ 1130 หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่เบอร์ 1129 ค่ะ

อ่านเพิ่มเติม:  สร้างบ้าน 1 หลัง ใช้ช่างอะไรบ้าง ช่างไฟฟ้าทำงานกับช่างส่วนอื่นอย่างไร ?

 

สรุป

วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน ระบบพื้นฐานที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในทุก ๆ วันค่ะ การเรียนรู้หลักการทำงาน ส่วนประกอบต่าง ๆ และมาตรฐานการติดตั้ง ช่วยให้การใช้ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพพร้อมกับลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้

การวางแผนระบบไฟฟ้าให้พร้อมสำหรับ Smart Home ตั้งแต่แรก ช่วยให้การต่อเติมหรือปรับปรุงบ้านในอนาคตทำได้สะดวกขึ้น

การป้องกันอันตรายจากไฟฟ้า ถ้าไม่แน่ใจในการจัดการระบบไฟฟ้าด้วยตัวเอง ควรปรึกษาหรือว่าจ้างช่างไฟฟ้าที่มีความรู้ความสามารถโดยตรง เพราะการลงทุนติดตั้งวงจรไฟฟ้าภายในบ้านให้ได้มาตรฐาน เป็นการสร้างเกราะป้องกันให้กับครอบครัวและทรัพย์สินในระยะยาวค่ะ


บทความที่เกี่ยวข้อง
แบบบ้าน 3 ชั้นสวย ๆ ทันสมัย 5 สไตล์ที่ลงตัวและการตกแต่งภายใน
5 สไตล์ การออกแบบบ้าน 3 ชั้นสวย ๆ ทันสมัย ลดข้อจำกัดเรื่องที่ดิน เพิ่มพื้นที่อยู่อาศัย วิธีวางแปลนแบบบ้านสามชั้น และไอเดียการตกแต่งภายในที่ลงตัว
22 ส.ค. 2025
10 ไอเดียออกแบบ ระเบียงหน้าบ้าน เพิ่มพื้นที่พักผ่อนให้ครอบครัว
วิธีเลือกวัสดุและการตกแต่ง ระเบียงหน้าบ้าน ให้เป็นพื้นที่พักผ่อนที่เหมาะกับบ้านหลากสไตล์ พร้อมข้อแนะนำการต่อเติมให้ถูกต้องตามพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร
29 ก.ค. 2025
วิธีจัดสวนหน้าบ้าน ด้วยตัวเอง การเลือกต้นไม้ตกแต่งสวนหย่อม
รวม 10 ไอเดีย การจัดสวนหน้าบ้าน เพื่อสร้างพื้นที่พักผ่อนให้ทุกคนในครอบครัว พร้อมเทคนิคการจัด และการเลือกต้นไม้สำหรับตกแต่งสวนหย่อม
29 ก.ค. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy